จนถึงขณะนี้ที่มีภาพการเซ็นสัญญา พร้อมกับการคุมทีมลงฝึกซ้อมนัดแรก ทำให้เป็นที่ชัดเจนแล้ว 100 % ว่าโธมัส ทูเคิ่ล ที่พึ่งตกงานจากเปเอสเช ได้เข้ารับงานใหม่กับเชลซีเรียบร้อย ซึ่งมีการเปิดเผยว่าสัญญาในเบื้องต้นมีระยะเวลา 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง พร้อมกับวางเงื่อนไขสำคัญคือการไปลุยยูฟ่า แชมเปียนลีก สถานเดียว โดยหากทำไม่ได้จะถูกปลดออก อีกทั้งจะไม่ได้รับเงินชดเชย ด้วยเหตุนี้แล้วเมื่อแฟนบอลธรรมดาอย่างเราประเมินรายละเอียดคร่าวๆ นี้ จะพบว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับฟุตบอลยุคโควิด ที่มาจะมาสั่งอะไรให้ได้ดั่งใจเหมือนรองเท้ายี่ห้อเบรกเกอร์ เพราะก็อย่างท่านเห็นว่าการแข่งขันมันสูสีขนาดไหน อีกทั้งการเล่นในบ้านก็ไม่มีความได้เปรียบอะไร

ฉะนั้นแล้วในวันนี้จะเราเล่นกระแสข่าวนี้กันสักหน่อย พร้อมกับวิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้ากับบทความที่มีชื่อว่า 5 เรื่องน่าปวดหัว ที่โธมัส ทูเคิลต้องเจอในถิ่นสนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์ ซึ่งมันจะน่าปวดหัวมากขนาดไหน ลองไปตามอ่านและพิจารณาไปพร้อมๆ กันด้านล่างนี้เลย


สนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์นักเตะที่มีอยู่

1. นักเตะที่มีอยู่ ทูเคิ่ลจำใจต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเข้ามาของทูเคิ่ล ถือว่าอยู่ในโค้งสุดท้ายของตลาดซื้อขายช่วงหน้าหนาว ทำให้การซื้อตัวผู้เล่นที่ถูกใจคงทำได้ยาก อีกทั้งเชลซีได้ถลุงเงินไปมากแล้วในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านปอนด์ ฉะนั้นมีโอกาสสูงที่ต้องจำใจใช้ผู้เล่นที่มีอยู่ต่อไป

  • นักเตะเชลซีที่มีอยู่เดิม พร้อมกับที่ถูกเติมมาอีก 6 คน ในช่วงซัมเมอร์ ทำให้ขุมกำลังมีคุณภาพพอสมควร แต่ในยุคของแลมพาร์ดนั้น ดูเหมือนว่านักเตะใหม่ที่เข้ามาจะมีเพียงผู้รักประตูเท่านั้นที่ช่วยยกระดับทีม ส่วนผู้เล่นในแนวรุกนั้นถือว่าสอบตก จนกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นการเอาเงินไปละลายแม่น้ำ ซึ่งการเข้ามาของทูเคิ่ล บอร์ดบริหารและเสี่ยหมีมีความต้องการที่จะนำคนชาติเดียวกันมาปลุกผีในตัวของแวร์เนอร์ กับไค ฮาแวร์ทซ์ ให้ฟอร์มกลับมาโหดเหี้ยมเหมือนตอนเล่นอยู่ในบุนเดสลีก้า เยอรมัน
  • ตอนทูเคิ่ลอยู่กับเปเอสเช ยังเคยมีปัญหาในเรื่องที่บอร์ดบริหารไม่สามารถคว้าตัวนักเตะที่เขาต้องการมาได้ แม้ว่าทีมดังแห่งเมืองหลวงของฝรั่งเศสจะเหนือกว่าเพื่อนร่วมลีกหลายขุม นั่นจึงเป็นเรื่องที่คิดเพราะนี่คือพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลที่สูสีและโหดเหี้ยมที่สุดในโลกมนุษย์แล้ว ฉะนั้นการที่คูเคิ่ลต้องจำใจใช้นักเตะที่มี ทำให้มีความเสี่ยงว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะไปไม่ถึง

สนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์สไตล์ฟุตบอลอังกฤษ

2. สไตล์ฟุตบอลอังกฤษ

ลีกฟุตบอลที่โหดหินสุดในโลกมนุษย์ เคยเป็นที่ท้าทายของกุนซือที่ว่าเจ๋งที่แน่มานักต่อนัก แถมยังเป็นลีกฟุตบอลที่ปราบกุนซือเหล่านั้นให้ล้มเหลว กระทั่งหวาดกลัวฟุตบอลอังกฤษไปเลยก็มี ฉะนั้นก้าวแรกของทูเคิ่ลบนแผ่นดินอังกฤษ ก็ต้องถูกบททดสอบนี้ไม่ต่างกัน

  • ฟุตบอลอังกฤษ มีเอกลักษณ์ในการเล่นที่รวดเร็วและหนักหน่วง ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักเตะหรือโค้ชระดับก้องโลกขนาดไหน เมื่อเข้ามามาทำงานในอังกฤษต่างก็ต้องปรับตัวกันทั้งนั้น เช่น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสตีฟ จ็อบส์ แห่งวงการลูกหนัง ซึ่งบ้าคลั่งการต่อบอลเป็นอาจิณและประกาศตนชัดเจนว่าจะปลูกฝังสิ่งนี้แก่แมนซิตี้ให้เป็นขวัญตา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือพังและเละไม่เป็นท่า ทำให้หลังจากนั้นจนถึงวันนี้ แนวทางที่เป๊ปเคยมั่นอกมั่นใจเป็นนักหนา ถูกประยุกต์และดัดแปลงให้เข้ากับสไตล์ฟุตบอลอังกฤษในที่สุด หรือจะในเคสของเยอร์เก้น คล็อปป์ ที่เป็นรุ่นพี่จากเยอรมันเหมือนกัน แล้วเอาสไตล์วิ่งสู้ฟัดมาใช้ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนช่วงหลังๆ ที่เน้นการเล่นตามสถานการณ์ จึงทำให้ทัพหงส์แดงประสบความสำเร็จ
  • ฉะนั้น ทูเคิ่ล ที่เป็นโค้ชน้องใหม่สำหรับฟุตบอลอังกฤษ คงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจสไตล์ฟุตบอลอังกฤษแบบถึงกิ๋นในเวลาไม่กี่เดือน เพราะขนาดโคตรกุนซือยังต้องใช้เวลาปรับตัวเลย

สนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์การปรับจูนทีม

3. การปรับจูนทีมให้เข้ากับระบบของทูเคิ่ล

การสร้างทีมใหม่ หรือการดึงโค้ชเข้ามาใหม่ บางทีต้องใช้เวลาในการจูนทีม ทำให้การเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึกเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่การเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึกในฟุตบอลยุคโควิดแบบนี้ ก็นับเป็นเรื่องที่ตัวของทูเคิ่ลเองคงต้องปวดหัว

  • โธมัส ทูเคิ่ล เป็นโค้ชที่มีแนวทางเป็นของตัวเองอยู่พอสมควร ฉะนั้นเชื่อว่ากุนซือชาวเยอรมันจะต้องมีการนำแท็กติกใหม่ๆ มาใส่ในทีมชุดนี้ค่อนข้างแน่นอน แต่การที่นักเตะจะซึมซับแนวทางของโค้ชนั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน แถมไม่มีพรีซีซั่นหรือพักเบรก ฉะนั้นการปรับจูนทีมจะต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการแข่งขันจริง ฉะนั้นกว่าทีมจะลงตัว การแข่งขันก็คงเข้าสู่ช่วงโค้งรองสุดท้ายแล้ว
  • การดึงตัวกุนซือหัวบางชาวเยอรมันเข้ามาในตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ช้าไปสักหน่อย เพราะเกมลีกจากนี้อีก 18 นัด กว่าทีมจะลงตัวและชี้วัดผลงานของทูเคิ่ลได้จริงๆ ก็คงต้องรอถึงนัดที่ 25-30

สนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์โปรแกรมที่อัดแน่น

4. โปรแกรมที่อัดแน่น

โปรแกรมเตะ 7 วัน 3 นัด ซึ่งมีวัฏจักร แข่ง 1 นัด – พัก 1 วัน – ซ้อม 1-2 วัน แล้วแข่งนัดต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการจะใส่รายละเอียดอะไรลงไปในทีมจะไม่มีเวลาในการทดลอง อีกทั้งต้องจำยอมและใส่ลงไปในการแข่งขันจริง

  • โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลของลีกอังกฤษช่วงปกติก็อันแน่นอยู่แล้ว ซึ่งการแข่งขันในยุคโควิดก็ยิ่งแย่อัดแน่นเข้าไปใหญ่เพื่อให้ลีกเตะจบทันเดือนพฤษภาคม ฉะนั้นวัฏจักรจึงวนเวียน แข่ง 1 นัด – พัก 1 วัน – ซ้อม 1-2 วัน แล้วแข่งนัดต่อไป ฉะนั้นนี่จึงเป็นอุปสรรคอีกขั้นที่ทูเคิ่ลต้องมาบริหารจัดการนักเตะที่พึ่งร่วมงานกัน
  • การพึ่งเข้ามาคุมทีมแล้วต้องลงแข่งแบบถี่ทันที แถมนักเตะที่ร่วมงานยังไม่คุ้นเคย อีกทั้งยังต้องจัดทีมแบบหมุนเวียนในเวอร์ชันบังคับ ทำให้เป็นเรื่องยากที่ทูเคิ่ลจะจัดทีมแบบไม่มีผิดพลาด

สนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์เป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบ

5. เป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบ

เป้าหมายติด 1 ใน 4 เพื่อไปยูฟ่าแชมเปียนลีก สถานเดียว หากทำไม่ได้ตามเป้าหมายจะต้องถูกปลดและไม่ได้รับเงินชดเชยแม้แต่ปอนด์เดียว นี่อาจเป็นนโยบายของบอร์ดบริหารที่สูงลิบเกินไปสำหรับฟุตบอลยุคโควิด

  • แมนซิตี้ แมนยู เคยลงไปรั้งโซนท้ายตารางก็สามารถขึ้นมารั้งหัวตาราง ลิเวอร์พูล เคยรั้งจ่าฝูงก็ลงมารั้งอันดับกลางตารางได้ หรือ เอฟเวอร์ตัน เลสเตอร์ เวสต์แฮม และสเปอร์ส ก็เคยขึ้นหัวตารางและลงไปท้ายตาราง สิ่งที่กล่าวมานี้กำลังสื่อถึงฟุตบอลฤดูกาลนี้ว่ามีความสูสีกันมาก เพราะไม่ปัจจัยของความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้านเข้ามา ทำให้ผลแพ้ชนะสามารถพลิกล็อกได้ตลอดเวลากับทุกทีม
  • โธมัส ทูเคิ่ล พึ่งเข้ามาคุมทีม แถมยังผลงานของทีมยังไม่สู้ดี หรือจะเอา 4 เรื่องที่เล่ามาร่วมด้วย ก็คงกล่าวได้ว่าเป้าหมายที่ต้องติดท็อปโฟร์มันยากมาก ฉะนั้นนับจากนี้ถึงกลางปี คงแนะนำให้ทูเคิ่ลไม่นำของใช้ส่วนตัวมาอังกฤษเยอะ เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกปลดเหลือเกิน

นับจากนี้จะเป็นยุคใหม่ของ โธมัส ทูเคิ่ล กับเชลซีก็จริง แต่สถานการณ์และเป้าหมายที่สโมสรมอบให้มันชั่งหนักหนาเสียเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่านี้คือการเดิมพันที่ไม่ส่งผลดีในระยะยาวต่อทีม เนื่องจากบอร์ดบริหารและเจ้าของทีมมองฟุตบอลไปในเชิงธุรกิจกับตัวเลข แต่ละเลยธรรมชาติของฟุตบอลที่บางครั้งต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อให้ทีมลงตัวจนแข็งแกร่ง

By admin